วินาทีอุกกาบาตมาเยือนโลก?
บทนำ
จากความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และและดาราศาสตร์
ทำให้เรามีการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอวกาศ
เพื่อทำความรู้จักกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา
และเพื่อป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นต่อชาวโลก และในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้มีการค้นพบวัตถุจากนอกโลกหลายต่อหลายครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นดาวหาง ดาวเคราะห์น้อย หรือแม้แต่อุกกาบาต ซึ่งสำหรับอย่างหลังนี้
คงเป็นเรื่องที่ทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข่าว อุกกาบาตพุ่งชนโลก
ก่อให้เกิดความเสียหายและเป็นอันตรายต่อคนในบริเวณที่อุกกาบาตนั้นตกลงมา
มีคนไม่ใช่น้อยที่เกิดความหวาดกลัวต่อวัตถุนอกโลกชนิดนี้ และเกิดข้อสงสัยกันว่า อุกกาบาต คืออะไร
เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมมันถึงได้พุ่งลงมาตกบนพื้นโลกของเราได้
อันที่จริงแล้ว อุกกาบาต (Meteorites) มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการศึกษาทางด้านอวกาศ ที่ช่วยให้มนุษย์ได้สืบค้นถึงประวัติความเป็นมาของโลก สำหรับอุกกาบาตนั้น เป็นชิ้นวัตถุแข็งที่มีส่วนประกอบของ หิน (Stone) และ เหล็ก (Iron) ซึ่งอยู่ในระบบสุริยะซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะนี้ และมีอีกบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเศษที่แตกหักออกมาจากดาวหาง โดยวัตถุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า สะเก็ดดาว และต่อมาเมื่อสะเก็ดดาว โคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มันถูกดึงดูดลงยังพื้นโลกด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดการเสียดสีกับบรรยากาศจจนร้อนจัดและหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง หากว่าสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็ก ก็จะถูกเผาไหม้และสลายไป เราเรียกว่า ดาวตก แต่หากสะเก็ดดาวมีชิ้นส่วนซึ่งสลายตัวไม่หมดและเหลือซากตกลงมาถึงพื้นโลก จนถูกเรียกว่าอุกกาบาต
อันที่จริงแล้ว อุกกาบาต (Meteorites) มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการศึกษาทางด้านอวกาศ ที่ช่วยให้มนุษย์ได้สืบค้นถึงประวัติความเป็นมาของโลก สำหรับอุกกาบาตนั้น เป็นชิ้นวัตถุแข็งที่มีส่วนประกอบของ หิน (Stone) และ เหล็ก (Iron) ซึ่งอยู่ในระบบสุริยะซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะนี้ และมีอีกบางส่วนที่เกิดขึ้นจากเศษที่แตกหักออกมาจากดาวหาง โดยวัตถุเหล่านั้นจะถูกเรียกว่า สะเก็ดดาว และต่อมาเมื่อสะเก็ดดาว โคจรเข้ามาอยู่ในรัศมีแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้มันถูกดึงดูดลงยังพื้นโลกด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง จนเกิดการเสียดสีกับบรรยากาศจจนร้อนจัดและหลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง หากว่าสะเก็ดดาวนั้นมีขนาดเล็ก ก็จะถูกเผาไหม้และสลายไป เราเรียกว่า ดาวตก แต่หากสะเก็ดดาวมีชิ้นส่วนซึ่งสลายตัวไม่หมดและเหลือซากตกลงมาถึงพื้นโลก จนถูกเรียกว่าอุกกาบาต
ความหมายของคำว่า “อุกกาบาต”
อุกกาบาต (Meteorites) คือ ชิ้นส่วนของดาวตกหรือผีพุ่งใต้ (Meteors) ที่ตกมาถึงผิวโลก
อุกกาบาตมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการศึกษาส่วนประกอบภายในโลกเพราะเป็นชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ที่มีส่วนประกอบคล้ายคลึงกับโลก อุกกาบาตอาจแยกได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทหิน (Stones) ประเภทเหล็ก (Irons) ประเภทหิน-เหล็ก (Stony-iron) อุกกาบาตประเภทหินแบ่งย่อย เป็น 2 ชนิด คือ
คอนไดร์ท (Chondrites) และอคอนไดร์ท (Achondrites) คอนไดร์ทมีลักษณะบ่งชี้ คือ โครงสร้างทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลิเมตร เรียกว่า คอนดรูล (Chondrules) ซึ่งเป็นแร่โอลิวีนและไพรอกซีน คอนดรูลกระจายอยู่ในเนื้อของแร่ซิลิเกตและโลหะผสมเหล็ก-นิเกิล ส่วนประกอบของคอนไดร์ทคล้ายกับหินที่พบในเปลือกโลกแต่มีสิ่งแตกต่างที่สำคัญ คือ ปริมาณที่มากของเหล็กและนิกเกิล โดยมีส่วนประกอบเฉลี่ย ดังนี้ โอลอวีน 46 % ไพรอกซีน 25 % แพลจิโอเคลส 11 % คอนไดรท์เป็นอุกกาบาตที่พบตกมาบนผิวโลกมากที่สุด สำหรับอครอนไดรท์พบน้อยกว่ามาก มีส่วนประกอบคล้ายกับคอนไดร์ท แต่ไม่มีคอนครูลและมีเหล็กนิกเกิลน้อยกว่ามาก
การศึกษาอุกกาบาตช่วยให้มนุษย์ได้สืบค้นถึงประวัติความเป็นมาของโลกดาวเคราะห ์ดวงพิเศษสุด
ที่เราถือกำเนิดและอาศัยกันอยู่ทุกวันนี้ได้ดีขึ้น
ในบางคืนที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส เราอาจเห็นแสงวูบวาบตกลงมาจากฟากฟ้า เรียกกันว่า ดาวตก หรือ ผีพุ่งไต้ แต่ความจริงดาวตกเป็นวัตถุแข็งจำพวกหินหรือเหล็ก ตกเข้าสู่เขต บรรยากาศโลกด้วยความเร็ว
หลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงเสียดสีกับบรรยากาศทำให้ร้อนจัด
หลอมตัวเป็นลูกไฟสว่าง มีควันเป็นทางยาว
หากวัตถุชิ้นเล็กจะลุกไหม้สว่างกลายเป็นไอสลายไป หมด
แต่บางก้อนที่มีขนาดใหญ่จะมีเสียงดังคล้ายเสียงยิงปืน
หรือเสียงฟ้าผ่าเมื่อวิ่งผ่านอากาศตกลงมา และหากสลายตัวไม่หมด มักเหลือซากตกลงถึงพื้นโลก
เรียกว่า ลูกอุกกาบาต มีขนาด เล็กใหญ่แตกต่างกัน ตั้งแต่น้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมจนถึงก้อนหนึ่งหนักหลาย ๆ ตัน
หรือเสียงฟ้าผ่าเมื่อวิ่งผ่านอากาศตกลงมา และหากสลายตัวไม่หมด มักเหลือซากตกลงถึงพื้นโลก
เรียกว่า ลูกอุกกาบาต มีขนาด เล็กใหญ่แตกต่างกัน ตั้งแต่น้ำหนักเพียงไม่กี่กรัมจนถึงก้อนหนึ่งหนักหลาย ๆ ตัน
อุกกาบาต nakhlite
1.
ประเภทหิน (Stone) แบ่งออกได้อีก 2 ชนิด
คือ
1.1 คอนไดร์ท (Chondrites)
1.2 อคอนไดร์ท (Achondrites)
2. ประเภทเหล็ก (Iron)
3. ประเภท หิน - เหล็ก (Stone - Iron)
แต่เนื่องจากลักษณะภายนอกที่ดูคล้ายก้อนหินของอุกกาบาต ทำให้ยากแก่การระบุชัดว่าในบรรดาก้อนหิน กรวด ที่กระจายเกลื่อนอยู่เต็มพื้นนั้น ที่แท้แล้ววัตุชิ้นใดกันที่เป็นอุกกาบาต ซึ่งควรค่าแก่การนำไปศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม อุกกาบาตนั้นเป้นวัตถุพิเศษซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งทำให้ผู้ที่ค้นคว้าสามารถคัดกรองแยกอุกกาบาตจากก้อนหินธรรมดาได้ โดยใช้วิธีการสังเกต และทดสอบดังนี้
2. ประเภทเหล็ก (Iron)
3. ประเภท หิน - เหล็ก (Stone - Iron)
แต่เนื่องจากลักษณะภายนอกที่ดูคล้ายก้อนหินของอุกกาบาต ทำให้ยากแก่การระบุชัดว่าในบรรดาก้อนหิน กรวด ที่กระจายเกลื่อนอยู่เต็มพื้นนั้น ที่แท้แล้ววัตุชิ้นใดกันที่เป็นอุกกาบาต ซึ่งควรค่าแก่การนำไปศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม อุกกาบาตนั้นเป้นวัตถุพิเศษซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งทำให้ผู้ที่ค้นคว้าสามารถคัดกรองแยกอุกกาบาตจากก้อนหินธรรมดาได้ โดยใช้วิธีการสังเกต และทดสอบดังนี้
ลักษณะเด่นของอุกกาบาต
1.
ดูดติดแม่เหล็ก เนื่องจากอุกกาบาตมีส่วนประกอบของเหล็กอยู่
จึงทำให้มันสามารถดูดติดแม่เหล็กได้
2. น้ำหนัก อุกกาบาตเป็นวัตถุเนื้อแน่น และมีส่วนประกอบของเหล็ก ทำให้มีน้ำหนักมาก
3. เปลือกหลอม จากการเผาไหม้ขณอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุกกาบาตเกิดเปลือกหลอม (fusion crust) บาง ๆ สีดำ ที่อาจมีประกายเงา หรือ ประกายด้าน ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เปลือกหลอมนั้นก็จะยังคงมีประกายอยู่
4. ลักษณะผิวภายนอก อุกกาบาตมักแสดงรอยยุบคล้ายรอยนิ้วมือ เนื่องจากผิวเกิดการหลอมในขณะเดินทางมายังโลก แต่สำหรับอุกกาบาตหินนั้นจะเห็นไม่ชัดเจนเท่าอุกกาบาตเหล็ก นอกจากนี้อุกกาบาตประเภทเหล็กมักแสดงความแหลมคมหรือเป็นเหลี่ยมมุมแหลม หรือแสดงแนวการไหลที่เกิดจากการหลอม ซึ่งคล้ายกับหินภูเขาไฟ
2. น้ำหนัก อุกกาบาตเป็นวัตถุเนื้อแน่น และมีส่วนประกอบของเหล็ก ทำให้มีน้ำหนักมาก
3. เปลือกหลอม จากการเผาไหม้ขณอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำให้อุกกาบาตเกิดเปลือกหลอม (fusion crust) บาง ๆ สีดำ ที่อาจมีประกายเงา หรือ ประกายด้าน ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร เปลือกหลอมนั้นก็จะยังคงมีประกายอยู่
4. ลักษณะผิวภายนอก อุกกาบาตมักแสดงรอยยุบคล้ายรอยนิ้วมือ เนื่องจากผิวเกิดการหลอมในขณะเดินทางมายังโลก แต่สำหรับอุกกาบาตหินนั้นจะเห็นไม่ชัดเจนเท่าอุกกาบาตเหล็ก นอกจากนี้อุกกาบาตประเภทเหล็กมักแสดงความแหลมคมหรือเป็นเหลี่ยมมุมแหลม หรือแสดงแนวการไหลที่เกิดจากการหลอม ซึ่งคล้ายกับหินภูเขาไฟ
5. ไม่มีรูพรุน จากลักษณะนี้เองที่ทำให้สามารถแยกอุกกาบาตจากหินภูเขาไฟได้
6. เกล็ดโลหะ ส่วนมากอุกกาบาตประเภทหินมักแสดงเกล็ดโลหะ (metallic flakes) ขนาดเล็ก
ซึ่งเป็นเศษชิ้นของเหล็กและนิเกิลจากนอกโลก
เราสามารถสังเกตเห็นได้หลังจากตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือหลังจากกำจัดเหลี่ยมุม
7. คอนดรูล (Chondrules) ซึ่งเป็นโครงสร้างทรงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร ซึ่งมักพบในอุกกาบาตประเภทหิน
ดังนั้นชื่อของอุกกาบาตประเภทหินลักษณะแบบนี้จึงเรียกว่า คอนไดร์ท (chondrites)
ซึ่งเป็นอุกกาบาตที่พบตกมาบนผิวโลกมากที่สุด
8. สนิมหรือสนิมเขียว อุกกาบาตที่ตกมายังโลกนานแล้วมักจะมีสนิม หรือในกรณีที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบแห้งแล้งทะเลทรายมักจะมีคราบสนิมเขียวที่เกิดจากการกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น ซึ่งมักจะมีสีเหลือง น้ำตาล แดง หรือส้ม
8. สนิมหรือสนิมเขียว อุกกาบาตที่ตกมายังโลกนานแล้วมักจะมีสนิม หรือในกรณีที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบแห้งแล้งทะเลทรายมักจะมีคราบสนิมเขียวที่เกิดจากการกระบวนการอ๊อกซิเดชั่น ซึ่งมักจะมีสีเหลือง น้ำตาล แดง หรือส้ม
วิธีการสังเกตว่าเป็นอุกกาบาต
การสังเกตอุกกาบาตประเภทต่าง
ๆ อย่างง่าย ๆ
1. อุกกาบาตหิน(stone
meteorite)
มักประกอบด้วยแร่ซิลิเกตกับแร่ออร์โทไพรอกซีน
อุกกาบาตชนิดนี้แม้ดูแล้วจะเหมือนกับหินทั่ว ๆ ไป แต่ผิวจะเรียบเงากว่าหินปกติ
อุกกาบาตแบบหินจะสังเกตยากที่สุด
หากจะให้ทราบแน่ว่ามาจากนอกโลกหรือไม่จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์
2. อุกกาบาตเหล็ก(iron meteorite)
อุกกาบาตชนิดนี้จะเป็นโลหะผสมเหล็ก-นิกเกิล
ดูภายนอกอาจเหมือนหินที่ถูกเผาไหม้ หากนำแม่เหล็กมาทดสอบจะสามารถดูดติด
แต่ส่วนมากหากตกลงมายังโลกนานแล้วอาจถูกสนิมกินจนดูยากว่าเป็นแค่เศษเหล็กหรือเป็นอุกกาบาต
3. อุกกาบาตหินปนเหล็ก(stony iron meteorite)
มีแร่ซิลิเกตกับโลหะผสมเหล็ก-นิกเกิล อุกกาบาตชนิดนี้จะมีลักษณะผสมผสาน
คือ ดูคล้ายหินถูกเผา แต่ก็เรียบเงา และแม่เหล็กดูดติดได้ด้วย นอกจากนี้ก็มีอุกกาบาตที่มีส่วนประกอบอื่น
ๆ อีกมากมาย บางครั้งก็ดูธรรมดาจนเรามองไม่ออก บางอันก็อาจดูสวยโดดเด่นมากจริง ๆ
ถ้าหากใครเก็บวัตถุประหลาดที่สงสัยว่าจะเป็นอุกกาบาตได้
สิ่งที่ควรทำคือนำใส่ซองพลาสติกและเขียนระบุให้ชัดเจนว่าพบที่ไหน เมื่อไหร่
และเขียนรายละเอียดต่าง ๆ กำกับไว้ให้ชัดเจน
เผื่อมีโอกาสได้นำไปตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เราก็จะได้มีข้อมูลอย่างครบถ้วน
ง่ายต่อการดำเนินการ ที่จริงหินอุกกาบาตพวกนี้มีคนสะสมและนำมาประมูลขายกันมากมาย
ส่วนมากจะเป็นคนต่างประเทศที่เขาค้นหากันอย่างจริงจัง
ซึ่งก็น่าดีใจเหมือนกันที่ได้รู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจดีออก
สีของอุกกาบาต
วิธีการตรวจสอบ
1.
สำรวจด้วยตาเปล่า ถ้าได้อ่านข้อความข้างบนหมดแล้วก็จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับอุกกาบาตมากขึ้นทีนี้ลองมาพิจารณาดูดีๆ
อีกทีซิว่า หินนั้นมีลักษณะพิเศษดังที่กล่าวไว้หรือไม่? หินนั้นมีความหนักมากมั้ย? หินนั้นมีรอยบุ๋ม
หรือคราบสนิมเขียว หรือเปลือกหลอมหรือไม่? ลองเปรียบเทียบกับรูปภาพดูก่อนก็ได้
2.
ตรวจสอบโดยแม่เหล็ก ลองมาทบทวนอีกครั้งนะว่า
อุกกาบาตจะดูดติดกับแม่เหล็ก (ที่มีคุณภาพ) ได้อย่างง่ายดาย
ถ้าหินนั้นไม่ดูดติดกับแม่เหล็ก ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าหินนั้นไม่ใช่อุกกาบาต
แต่ก็น้อยมากๆ ที่เราจะพบอุกกาบาตที่ไม่ค่อยดูดติดแม่เหล็ก จำไว้ว่ามีหินมากมายในโลกที่ดูดติดแม่เหล็ก
ดังนั้นถ้าตัวหินตัวอย่างของเราดูดติดแม่เหล็กก็ไม่ได้หมายความว่ามันคืออุกกาบาต
แต่ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าอาจจะเป็นอุกกาบาต
3.
ตรวจสอบสีผง แร่จำพวกเหล็กอ๊อกไซด์
เช่น แร่ฮีมาไทต์ (hematite) และ แร่แมกนีไทต์ (magnetite)
ที่พบในหินบนโลกมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นอุกกาบาตอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งแร่เหล่านี้ค่อนข้างที่จะหนัก (แต่ไม่หนักเท่าอุกกาบาตประเภทเหล็ก)
แสดงประกายแบบโลหะ และมักดูดติดแม่เหล็กด้วย ถ้าสงสัยว่าจะเป็นอุกกาบาตหรือไม่
เราสามารถทดสอบได้ง่ายๆ ที่บ้าน โดยนำตัวอย่างไปขูดกับกระเบื้องที่ไม่เคลือบ เช่น
หลังแผ่นกระเบื้องห้องน้ำ หรือก้นแก้วกาแฟเซรามิก ก็ได้
ขูดขีดธรรมดาคล้ายกับเขียนชอล์คบนกระดาน ถ้าเกิดสีผง (streak color) ที่ติดกระเบื้องเป็นน้ำตาลแดงเข้ม หรือสีสนิม
ตัวอย่างนั้นน่าจะเป็นฮีมาไทต์ ถ้าสีผงเป็นสีเทาเข้ม ตัวอย่างนั้นอาจจะแมกนีไทต์
ส่วนอุกกาบาตประเภทเหล็กนั้นโดยทั่วไปจะไม่ให้สีผง หรือมีเป็นรอยสีเทาจางๆ
เท่านั้น
4.
ตรวจสอบนิกเกิล อุกกาบาตส่วนใหญ่ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิล
หินบนโลกที่ตามธรรมชาติจะไม่มีนิกเกิล
ดังนั้นถ้าตัวอย่างเราตรวจพบปริมาณนิกเกิลสูงก็อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นอุกกาบาต
ซึ่งมีชุดตรวจสอบนิกเกิลเบื้องต้นขายตามอินเตอร์เน็ตหรืออาจนำเข้าห้องปฎิบัติการตรวจแร่ก็ได้
เหตุการณ์ของอุกกาบาตในแต่ละพื้นที่
1.อุกกาบาตตกในประเทศไทย
วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 19.40
น. ได้มีรายงานการเห็นลูกไฟขนาดใหญ่
ส่องแสงสว่างสีเขียวอมน้ำเงินเจิดจ้าสวยงามมาก
เคลื่อนผ่านท้องฟ้าโดยสามารถเห็นได้ในพื้นที่ภาคกลางตอนบนถึงภาคเหนือ
วันรุ่งขึ้นมีชาวบ้านที่ จ.ตาก อ้างว่าเก็บก้อนหินที่เชื่อว่าเป็นอุกกาบาตได้
เป็นข่าวที่สร้างความแตกตื่นอยู่ไม่กี่วันจนกระทั่งกรมทรัพยากรธรณีได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางไปตรวจพิสูจน์
พบก้อนหินดังกล่าวเป็นสีขาว ผิวขรุขระ มีรูพรุนทั่วทั้งก้อน เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว น้ำหนัก 4.5 กิโลกรัม
ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้วิเคราะห์และสรุปว่าเป็นทูฟา (Tufa) ตะกอนเคมีที่ประกอบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต
เกิดจากการตกตะกอนทางเคมีหรือการระเหยของน้ำจนทำให้เกิดการพอกเป็นเปลือกชั้นบาง ๆ
โดยมักพบบริเวณน้ำพุ ธารน้ำไหล หรือในถ้ำ
ไม่มีลักษณะที่แสดงว่าเป็นอุกกาบาตจากนอกโลกแต่อย่างใด ดาวตกที่สว่างมากซึ่งนักดาราศาสตร์เรียกว่าลูกไฟหรือทับศัพท์ว่าไฟร์บอล
(fireball) อย่างที่เห็นในคืนวันที่ 14 กรกฎาคมนั้นโดยปกติไม่ค่อยมีให้เราได้เห็นบ่อย ๆ
ส่วนอุกกาบาตที่ตกลงสู่พื้นโลกยิ่งมีพบเห็นได้น้อยมาก
แต่ถ้าพิจารณาดูแล้วทั้งสองอย่างอาจมีอยู่พอสมควรแต่ส่วนใหญ่ไปตกในพื้นที่ป่า
มหาสมุทร หรือสถานที่ที่ไม่มีคนอาศัยอยู่
ก้อนหินจากอวกาศที่ตกลงบนพื้นโลกซึ่งเราเรียกว่าอุกกาบาตนั้นเป็นชิ้นส่วนของวัตถุในระบบสุริยะ
เช่น ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์
อุกกาบาตเหล่านี้ช่วยนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาการก่อกำเนิดและความเป็นมาของระบบสุริยะที่เราอยู่
อาจแบ่งประเภทของอุกกาบาตที่พบได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
อุกกาบาตหิน อุกกาบาตเหล็ก และอุกกาบาตเหล็กปนหิน
นับถึงปัจจุบันประเทศไทยมีรายงานการค้นพบก้อนอุกกาบาตที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของจริงบันทึกไว้
3 ครั้ง ได้แก่ อุกกาบาตนครปฐม (2466) อุกกาบาตเชียงคาน
(2524) และอุกกาบาตบ้านร่องดู่ (2536) ข้อมูลด้านล่างนี้บางส่วนนำมาจากบทความของคุณพิชิต
อิทธิศานต์ ตีพิมพ์ในนิตยสารอัพเดท ฉบับกรกฎาคม 2536 และจากฐานข้อมูลอุกกาบาตของสหรัฐอเมริกาที่ค้นได้จากอินเทอร์เน็ต
อุกกาบาตนครปฐม
อุกกาบาตนครปฐมตกลงมาจากฟ้าเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 21
ธันวาคม 2466 โดยทะลุผ่านหลังคายุ้งข้าวของนายยอด
ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครปฐม อุกกาบาตนครปฐมมีสองก้อน ก้อนเล็กหนัก 9.6
กิโลกรัม รวมสองก้อนหนักถึง 32.2 กิโลกรัม
จัดเป็นอุกกาบาตหิน มีเหล็กเป็นส่วนผสมประมาณ 22% รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้สหรัฐอเมริกาขอยืมก้อนเล็กไปศึกษา
และได้บริจาคชิ้นส่วนหนัก 413 กรัมให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสหรัฐฯ
อุกกาบาตเชียงคาน
อุกกาบาตเชียงคานเป็นอุกกาบาตหิน
ประกอบด้วยอุกกาบาตก้อนเล็ก ๆ หลายก้อน
ค้นพบหลังจากมีลูกไฟขนาดใหญ่สว่างกว่าแสงจันทร์
พุ่งผ่านท้องฟ้าภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อเวลา 5.30 น. ของเช้ามืดวันอังคารที่ 17
พฤศจิกายน 2524 ลูกไฟนั้นไประเบิดเหนือท้องฟ้าอำเภอเชียงคาน
จังหวัดเลย ใกล้พรมแดนไทย-ลาว
มีเสียงดังกึกก้องกัมปนาทได้ยินไปทั่วจังหวัดเลยและจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง
อุกกาบาตตกกระจัดกระจายในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร ทีมสำรวจจากคณะวิทยาศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.ระวี ภาวิไล เก็บรวบรวมอุกกาบาตได้ 31 ก้อน น้ำหนักรวม 367 กรัม ลูกใหญ่ที่สุดหนัก 51.3
กรัม
มีข้อสันนิษฐานว่าหากอุกกาบาตเชียงคานไม่ได้เป็นชิ้นส่วนจากแถบดาวเคราะห์น้อยหลักซึ่งโคจรอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี
มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นชิ้นส่วนของดาวหางเทมเพล-ทัตเทิล
ต้นกำเนิดของฝนดาวตกสิงโต ฝนดาวตกที่เกิดเป็นประจำในวันที่ 16-17 พฤศจิกายนของทุกปี
ซึ่งประเทศไทยและเอเชียมองเห็นได้มากและชัดเจนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 และ 2544
อุกกาบาตบ้านร่องดู่
อุกกาบาตบ้านร่องดู่เป็นอุกกาบาตลูกสุดท้ายที่มีรายงานพบในประเทศไทย ตกลงมาในคืนวันอาทิตย์ที่
13 มิถุนายน 2536 เวลาประมาณ 20.45 น. บริเวณพื้นที่ใกล้บ้านของนายสาลีและนางคำหล้า รักก้อน บ้านร่องดู่ ตำบลลานบ่า อำเภอหล่มสัก
จังหวัดเพชรบูรณ์ การตรวจสอบโดยนายสิโรตม์ ศัลยพงษ์ และ ดร.ปริญญา พุทธาภิบาล ฝ่ายวิจัยธรณีวิทยา
กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ยืนยันว่าเป็นอุกกาบาตเหล็ก
มีประกายโลหะและความถ่วงจำเพาะสูง
พบริ้วโลหะเป็นทางบนผิวอุกกาบาตซึ่งเกิดจากการเสียดสีกับบรรยากาศโลก
ผิวนอกสุดมีรอยไหม้ ด้านหนึ่งมีรอยยุบบุบแบบก้นหม้อ อีกด้านฉีกขาดเป็นร่องหลืบ
ลักษณะทั่วไปคล้ายตะกรันโลหะ ต่างกันที่ไม่มีรูพรุน รูปร่างของอุกกาบาตบ้านร่องดู่คล้ายลูกสะบ้า
กว้าง 7.5 นิ้ว ยาว 10 นิ้ว หนา 4.5
นิ้ว น้ำหนัก 16.7 กิโลกรัม ความถ่วงจำเพาะ 8.08
บริเวณที่พบอุกกาบาตเป็นที่ดอนดินปนทราย เนื้อแน่นปานกลาง
ความชื้นต่ำ ลูกอุกกาบาตมุดลงไปในดิน
ขณะไปตรวจสอบซึ่งเป็นเวลาหลังจากเอาลูกอุกกาบาตออกมาแล้วพบว่าบริเวณนั้นเป็นหลุมลึก
110 เมตร ประเมินได้คร่าว ๆ
ว่าอุกกาบาตพุ่งมาจากทิศใต้เฉียงไปทางตะวันตก 15 องศา
และพุ่งลงมาโดยทำมุมประมาณ 80 องศากับพื้นราบ
รูปที่อุกกาบาตตกในประเทศไทย
อุกกาบาตตกในต่างประเทศ
เหตุอุกกาบาตตกในรัสเซีย
พ.ศ. 2556 เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 9.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น (03:20 UTC) ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 สะเก็ดดาวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเหนือประเทศรัสเซียและบางส่วนของประเทศคาซัคสถาน เกิดเป็นลูกไฟ
พุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วอย่างน้อย 54,000 กม./ชั่วโมง และแตกเป็นเสี่ยง ๆ เหนือนครเชเลียบินสค์สถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซียประมาณว่า
อุกกาบาตก้อนนี้หนักราว 10,000 ตันก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
และเกิดระเบิดกลางอากาศที่ความสูงระหว่าง 30-50 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน องค์การอวกาศนาซาของสหรัฐอเมริกา
ประมาณว่าอุกกาบาตลูกนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 17 เมตร และหนัก 9,000
ตัน โดยมีพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาเทียบเท่ากับทีเอ็นที 500 กิโลตันสะเก็ดดาวนี้ไม่ถูกตรวจพบก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ
อุกกาบาตครั้งนี้เป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่สุดที่มีบันทึกว่าพุ่งชนโลกนับแต่เหตุการณ์ที่ตุงกุสคาเมื่อปี 2451 และเป็นเหตุการณ์เดียวที่ทราบว่าส่งผลให้มีผู้ประสบภัยมากขนาดนี้องค์การอวกาศรอสคอสมอสของรัสเซีย ประเมินเบื้องต้นว่า
วัตถุดังกล่าวเคลื่อนที่ตามทางโคจรระดับต่ำด้วยความเร็วราว 108,000 กม./ชั่วโมง แหล่งข่าวรัสเซียและองค์การอวกาศยุโรปชี้ว่า
เหตุอุกกาบาตครั้งนี้และดาวเคราะห์น้อย 2012
ดีเอ14 ที่โคจรเฉียดโลกในวันถัดมาไม่เกี่ยวข้องกัน
มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ
1,200
คน ส่วนใหญ่เป็นเพราะถูกเศษกระจกที่เกิดจากคลื่นกระแทกบาด มีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัส 2 คนมีรายงานว่าอาคารจำนวนถึง 3,000 แห่งใน 6 เมืองใหญ่ในพื้นที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการระเบิดและแรงกระแทก
รูปภาพอุกกาบาตที่ตกในรัสเซีย
สรุป
อุกกาบาต คือ วัตถุในอวกาศ
ที่ผ่านชั้นบรรยากาศลงมาสู่โลก ตอนอยู่ในอวกาศจะเรียกว่า สะเก็ดดาวตก
พอเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก จะเรียกว่า ดาวตก
เราสามารถพบหรือเจออุกกาบาตได้บนดาวเคราะห์ดวงอื่น เช่น ดาวอังคาร เป็นต้น
อุกกาบาตเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงประมาณ 40-70 กิโลเมตร/วินาที
และเกิดการ compression กับอากาศในชั้นบรรยากาศโลก
ทำให้อากาศรอบๆอุกกาบาตมีความดันสูงขึ้นจึงเกิดความร้อนสูงจนลุกไหม้
สะเก็ดอุกกาบาตเล็กจะถูกเผาไหม้จนหมดแต่สำหรับก้อนที่มีขนาดใหญ่นั้นจะไม่ถูกเผาไหม้จนหมดทำให้ตกมายันบนพื้นโลก
และเกิดหลุมอุกกาบาต
ชนิดของอุกกาบาต
ชนิดของอุกกาบาต มีดังนี้
1.
C-type
อุกกาบาตคาร์บอนมีสีคล้ำ มีองค์ประกอบเป็นคาร์บอน
2.
S-type
อุกกาบาตหิน มีองค์ประกอบเป็นซิลิกา
3.
M-type
อุกกาบาตโลหะ มีองค์ประกอบเป็นเหล็กและนิเกิล
นอกจากอุกกาบาตจะเกิดขึ้นจากสะเก็ดดาวเคราะห์น้อยแล้ว
ยังมีอุกกาบาตบนพื้นโลกที่มาจากดวงจันทร์และดาวอังคาร ซึ่งในปี พ.ศ. 2539 ได้มีการค้นพบอุกกาบาต
ALH84001 ซึ่งเป็นสะเก็ดของดาวอังคารที่ตกลงบนน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติก
ใน 65 ล้านปีที่ผ่านมา อุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลกที่
ซิคซูลูบ คาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก ทำให้ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
สูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก











good info
ตอบลบนี่ให้อุกกาบาตไหมครับ
ตอบลบ